top of page

ฉากที่ ๙ บรรลุธรรม

หลวงตามหาบัวเดินจงกรมเริ่มพิจารณาอวิชชา

ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน  นั้นแลคือตัวภพ

            "พูดถึงเรื่องจิตมันสว่างไสวถึงขนาดอัศจรรย์เจ้าของ ฟังซิน่ะ เพราะตอนนั้นจิตมันว่างไปหมดแล้วแหละ ว่างไปหมดทุกอย่างเลย ไม่มีอะไร ก็เหลือแต่ที่ยังไม่ว่างภายในใจตัวเอง ก็เหลืออยู่จุดเดียวเท่านั้น
            มันสว่างไสวจ้าไปหมด มันอดอัศจรรย์ตัวเองไม่ได้ ก็ยืนรำพึงล่ะซิ โอ้โห จิตของเรานี้มันทำไมถึงอัศจรรย์เอานักหนา สว่างไสวนี่ก็เหลือประมาณ กำหนดไปที่ไหนมันจ้าไปหมด ทำไมมันถึงได้สว่างไสวเอานักหนา พอความรำพึงอย่างนี้ยุติลงนะ ทีนี้ธรรมท่านก็ขึ้น ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ นั่นล่ะคำว่า ว่าง ๆ ตัวจุดนั้นมันยังไม่ว่างตัวเอง ธรรมะท่านจี้เข้าไปตรงนั้น ให้ดูตรงนั้น นี่เรียกว่าธรรมท่านบอก แต่เราจับไม่ได้นะ ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ งงไปเลย แก้ไม่ถูก งง
            คำว่าจุดต่อม คือจุดแห่งความรู้ของเรานั้นน่ะ ความรู้อันนี้มันว่างไปหมด อะไรว่างไปหมด แต่ตัวความรู้เองมันยังไม่ว่าง คือมันยังไม่วางกิเลสทั้งหมด เข้าใจไหม มันก็ยังไม่ว่าง ท่านก็จี้เข้าไปตรงนั้น มีจุดก็คือจุดผู้รู้ต่อมผู้รู้นั้นแหละอยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ คือจุดนั้นละตัวสมมุติมันอยู่ในจิต กิเลสมันยังฝังอยู่ในจิตมันไม่ว่างเฉพาะจิตเท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านถึงจี้เข้าไปตรงนั้นเพื่อจะให้ปล่อยตรงนั้น ในขณะนั้นมันงงไปเลย เลยไม่ได้ เวลากลับมาย้อนหลังมานั้นเป็นเดือน ๓ ไปเที่ยวที่ไหนกลับมา ๓ เดือนละมั้ง เดือน ๖ ขึ้นวัดดอยธรรมเจดีย์อีก มันจึงไปปลงกันที่นั่น คือจิตที่อัศจรรย์มันอัศจรรย์จริง ๆ นะ ไม่ใช่ธรรมดา เราเคยรู้เคยเห็นที่ไหน เราเองยังอัศจรรย์ตัวเราเอง นี่ละพระธรรมท่านกลัวผิดพลาด เรียกว่ากลัวลืมตัวไปแล้ว ท่านจึงมาเตือนตรงนั้น ที่ว่าอัศจรรย์ตรงนี้มันยังไม่ใช่นะ ความหมายว่าอย่างนั้น
            ตัวที่เป็นภัยมันยังมีอยู่ในจุดในต่อมนั้น ให้ตีตรงนั้นให้แตกอีกถ้าอยากให้ว่างหมดความหมายว่าอย่างนั้น ว่างหมดวางหมดอยู่ที่จุดนั้น เวลานี้มันยังไม่ว่าง มันยังไม่วางจุดนี้ มันว่างแต่ข้างนอก วางแต่ข้างนอกข้างในยังไม่วาง เพราะฉะนั้นข้างในจึงยังไม่ว่างความหมายว่าอย่างนั้น ถ้าตีจุดนี้ ท่านบอก มีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ นั้นละคือมหาภัยความหมายว่าอย่างนั้น ไอ้เราก็งง เวลาขากลับมาอีกจึงพิจารณากันฟัดกันอีกตรงนี้ละ อันนี้จึงขาดสะบั้นไปเลย ที่ได้เรียนให้พี่น้องทั้งหลายทราบว่าฟ้าดินถล่มเลย ที่เป็นจุดเป็นต่อมที่ว่ายังไม่ว่างตัวเอง พอมันขาดสะบั้นลงไปมันหมดเลยที่นี่ ว่างภายนอกก็หมดปัญหาไปแล้ว ทีนี้เข้าว่างภายในมันถึงว่างหมด วางหมดเลย
            นี่ละ พระธรรมท่านเตือนว่า มีจุดมีต่อมผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ นั่นเป็นพระธรรมแท้ แต่เราจับเอาไม่ได้เท่านั้นเอง เวลาเรามันมารู้มันก็มารู้ย้อนหลัง เราจึงคิดเสียดายพ่อแม่ครูจารย์อยากให้ท่านมีชีวิตอยู่ พอไปเล่าเรื่องอย่างนี้ให้ท่านฟัง ท่านก็จะจี้เข้าไป ก็ตรงนั้นแหละ พอท่านใส่เปรี้ยงทางนี้ก็จะรู้สึกตัวปั๊บ พุ่งเลยขาดสะบั้น อาจจะบรรลุธรรมที่ต่อหน้าท่านก็ได้เพราะมันมีอยู่อันเดียวเท่านั้น พอเราชมเชยอันนี้เข้าไป ท่านตำหนิท่านตี เราชมเชยเพราะความอัศจรรย์อันนี้เป็นของปลอมอยู่นั่นน่ะ พอท่านตีเข้าไปอันนั้นมันตัวมหาภัย ผางเข้าไปเท่านั้นมันจะพังเลย เราโอ๊ย.เสียดายนะ ท่านล่วงลับไปแล้ว นั่น เห็นไหม นี่ละธรรมเกิดตอนแรกจับไม่ได้ ครั้งที่ 2 เกิดที่ 2 นี้เอาได้เลยไม่ต้องมีอะไรบอก ผางขึ้นมาตรงนี้เลย"

กุฏิที่หลวงตามหาบัวบรรลุธรรม
หลวงตามหาบัวบรรลุเป็นพระอรหันต์

คืนฟ้าดินถล่ม ที่วัดดอยธรรมเจดีย์

            "แล้วบทสุดท้ายที่จะคว่ำวัฏจิตวัฏจักร ความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงการเกิดการตายทับถมกันนี้ มายุติในวัดดอยธรรมเจดีย์ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เราไม่ได้ลืมสักกิสักกีนะ ไปฟ้าดินถล่มที่นั่นละ ฟ้าดินถล่มนี้เราไม่เคยเห็นนะ เพราะเกิดมาก็ไม่เคยคาดเคยหมายว่าสวรรค์เป็นอย่างไร พรหมโลกเป็นอย่างไร นิพพานเป็นอย่างไร เราก็ไม่เคยรู้เคยเห็น มีแต่คาดแต่หมายไปอย่างนั้น
แต่ในคืนวันนั้นพูดให้มันชัดเจนเสีย เป็นอยู่หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่มเป๋งเลย วันที่ ๑๕ เดือนพฤษภา ๒๔๙๓ นั่นละตอนที่ฟ้าดินถล่มถล่มในตอนนั้น พอฟ้าดินถล่มตัวนี้พุ่งขึ้นบนอากาศมันขึ้นไปได้อย่างไร ฟังซิน่ะ มาอวดท่านทั้งหลายเหรอ นั่งอยู่ธรรมดานี่ละร่างกายของเรานี้มันพุ่งขึ้น มันขึ้นไปได้อย่างไร เราเองก็อัศจรรย์เองนะ พอพุ่งขึ้นไปลงมาแล้วมันสั่นไปหมดในร่างกาย ตัวสั่น เหมือนโลกธาตุนี้คว่ำหมดเลย สว่างจ้าขึ้นมาครอบหลังวัดดอยธรรมเจดีย์
            มองไปที่ไหนว่างหมดไม่มีอะไรเหลือเลย โอ้โห เป็นอย่างนี้เหรอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระธรรมแท้ก็คือธรรมชาติ จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วนั่นละธรรมแท้ เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ หือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแล้วนะนั่น นั่นละเป็นวาระสุดท้าย ฟ้าดินถล่มวันนั้น
            จากนั้นมาเรื่องภพเรื่องชาติขาดสะบั้นไปพร้อมๆ กันหมด ไม่มีอะไรเหลืออยู่ภายในจิตใจเลย เป็นในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี นั่นละกิเลสขาดสะบั้นลงจากใจ สว่างจ้าขึ้นมา อัศจรรย์ตัวเอง ถึงขนาดพูดว่า เหอ..พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ เอ๊..พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแล้วนะนั่น
            แต่ก่อนพอระลึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ จะมาพร้อมกันๆๆ แต่ในขณะใหญ่นี้ผ่านไปแล้วกลายเป็นว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร เป็นอันเดียวกันแล้วธรรมทั้งแท่ง จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกัน สว่างจ้าเลย นี่ก็อยู่วัดดอยธรรมเจดีย์ เราไม่ได้ลืมนะ วัดนี้จึงเป็นวัดที่สลักปักลึกในหัวใจเรามากทีเดียว ไปทีไรต้องจ้องอยู่นั่นละ แต่ทุกวันนี้มันขึ้นข้างบนไม่ได้ ก็ไปอยู่ที่ศาลาข้างล่าง แต่ก่อนไปปั๊บขึ้นเลย ไปชมอะไรพูดไม่ถูกละ ชมธรรมอัศจรรย์ของเราที่เป็นในที่เช่นไร มันจะวิ่งเข้าถึงนั้นเลย แต่เวลานี้ขึ้นไม่ได้ มีแต่มองไปด้วยจิตเท่านั้นละ เห็นบุญเห็นคุณวัดดอยธรรมเจดีย์ของเรา
            เราได้ปฏิบัติมาก็อย่างนี้ละกับบรรดาพี่น้องทั้งหลาย เวลาออกปฏิบัติทีแรกจิตมันดีดมันดิ้น มันฟัดมันเหวี่ยงกับเรานี้ โอ๊ย หัวคว่ำหัวหงายไปเลย ครั้นเอาไปเอามาก็มีกำลังฟัดกันๆ ต่อไปกิเลสก็หงายเลย พอกิเลสหงายฟ้ากระจ่างขึ้นมาเลย เรียกว่าฟ้าดินถล่มในสถานที่นั่นวัดดอยธรรมเจดีย์ เป็นวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ นั่นละวันเปิดโลกธาตุ ภพชาติต่างๆ ที่เกิดที่ตายมากี่ภพกี่ชาติตายกองกันทั้งเขาทั้งเรา เฉพาะเรื่องธรรม เรื่องความเกิดความตาย ความทุกข์ความทรมานในวัฏสงสารของเราเองได้ขาดสะบั้นลงไปแล้วในขณะนั้น อัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย
            คืนวันนั้นไม่นอนเลย พอนั่งแล้วก็คำนึงถึงความอัศจรรย์ของธรรม พระพุทธเจ้าก็มาอยู่อันเดียวกันเสีย พระธรรมก็เป็นอันเดียวกันเสีย พระสงฆ์ก็เป็นอันเดียวกันเสีย เลยไม่ปรากฏว่าเป็นสองเป็นสามเหมือนที่เราเคยคิดมาแต่ดั้งเดิม พอมาถึงจุดนั้นแล้วผางทีเดียวเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ จากนั้นมาแล้วพระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ โห พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร นี่เป็นแล้วนะนั่น มันเป็นแล้ว อัศจรรย์ตั้งแต่บัดนั้นมา
            ขาดสะบั้นเรื่องภพเรื่องชาติ ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งป่านนี้ไม่ได้คิดได้คาดว่าตายแล้วจะไปเกิดที่ไหน เกิดแล้วจะไปตายที่ไหน จะขึ้นจะลงที่ไหน หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง พอแล้วอยู่กับคำว่าธรรมธาตุ พอแล้วอยู่กับคำว่านิพพานเที่ยง รวมอยู่นั้นหมด ไม่ต้องไปหาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ที่ไหน องค์ไหนก็แบบเดียวกันๆ ถามหาพระพุทธเจ้าองค์ไหนองค์นั้นชื่อว่าอย่างไร องค์นี้ชื่อว่าอย่างไร พระนามของท่านชื่อว่าอย่างไรไม่ถาม
ธรรมชาติที่บริสุทธิ์นี้เป็นอันเดียวกัน เหมือนกันกับน้ำที่ตกลงมาจากฟ้านั่นละ เมฆก้อนไหนก็ตาม ลงมาสู่น้ำมหาสมุทรแล้วเป็นน้ำมหาสมุทรอันเดียวกันหมดเลย ไม่ได้แยกแยะว่าเมฆก้อนหนึ่งเป็นฝนมาจากเกาะไหนดอนใดไม่มี ลงนั้นแล้วเป็นมหาสมุทรอันเดียวกันหมด อันนี้พอผางขึ้นมหาวิมุตติมหานิพพานแล้วเป็นอันเดียวกันหมด ถามที่ไหน เมฆก้อนไหนตกลงมาก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพาน เมฆหมายถึงธรรม ก้อนไหนตกเข้ามาในหัวใจเราจากความเพียรของเรา ก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพานไปตามๆ กันหมด หายสงสัย ตั้งแต่บัดนั้นมาหายสงสัยแล้ว"

หลวงตามหาบัวนิมิตสรงน้ำพระพุทธรูปทองคำ
นิมิตหลวงตามหาบัวพรมน้ำมนต์ประชาชนจากนิ้วมือ

นิมิตสรงน้ำพระพุทธรูปทองคำ - ประพรมน้ำมนต์ประชาชน

            "มาพิจารณา คืนนี้ปรากฏเรื่องเกี่ยวกับโยมแม่มาเกี่ยวกับเรา ตลอดถึงเรื่องของโลกนี้ก็มาเกี่ยวกับเรา คือคำว่าโลกมาเกี่ยวกับเราได้แก่ วันนั้นเวลามันแสดงขึ้นภายในจิตใจนี้ เหมือนว่าเรานี่จะขึ้นสรงน้ำพระพุทธเจ้ามากต่อมาก จะขึ้นไปสรงน้ำพระพุทธเจ้า เป็นแท่นที่สูงประมาณสัก 1 เมตร 30 ความสูงนะ เป็นแท่นใหญ่ เราขึ้นไปสรงน้ำพระพุทธเจ้าทั้งหลาย นิมิตแสดงออก
            ครั้นเวลาก้าวขึ้นไปแล้ว เป็นพระพุทธเจ้ารูปทองคำทั้งแท่งๆ เท่าองค์ของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ไปเลย อยู่บนแท่น น้ำที่เราไปก็มีน้ำหอม น้ำอะไรที่เป็นน้ำเคารพนับถือนั่นแหละ ขึ้นไปก็ประพรมท่านด้วยความเคารพ เรื่องของในนิมิตมันก็ไม่นาน พระพุทธเจ้าที่อยู่บนแท่นพระเป็นทองคำทั้งแท่ง ไปประพรมท่านด้วยความเคารพๆๆ ทั่วถึงไปหมด ฟังซิว่าทั่วถึงไปหมดในเวลาไม่เนิ่นนาน พอก้าวออกจากนั้นมาดูประชาชนนี้แน่นหมดเลย อ้าว นี่มันนิมิตยังไงอีก แต่มันก็รู้ของมันเอง
            ลงมานี้เขารอรับน้ำพุทธมนต์อยู่ รับน้ำสรงน้ำพุทธมนต์จากเราเต็มไปหมดเลย พอลงจากแท่นพระพุทธรูปแล้ว ก็ลงมาประพรมน้ำมนต์ให้ประชาชน ไม่ใช่เป็นน้ำอบน้ำหอมที่เราขึ้นประพรมสรงพระพุทธเจ้านะ อันนั้นขึ้นด้วยนิมิตมันขึ้นพอเหมาะพอดีด้วยความเคารพ ภาชนะอะไรที่จะไปสรงน้ำท่านก็เหมาะสมทุกอย่าง ในนิมิตมันพูดไม่ได้มันหากพร้อมกัน พอสรงน้ำไม่เนิ่นนานนักก็ทั่วถึงหมดเลย มองไปทางนี้ประชาชนแน่นหมด รอบหมดเลย นี่มันอะไรกันอีก แล้วมันก็เข้าใจ
            ลงไปทีนี้ประพรมเหมือนกับว่าน้ำพุทธมนต์ให้ประชาชน พอออกจากนี้ไปแล้วก็มีแต่ประชาชน เรื่องพระพุทธเจ้าก็เรียกว่าหาย ผ่านไปแล้วหายเงียบเลย ทีนี้มีแต่ประชาชนเต็มหมดเลย มองไปไหนสุดสายหูสายตา ทีนี้เวลาประพรมประชาชนมันไม่ได้ออกเป็นน้ำ มันออกในนิ้วมือ พอส่ายนิ้วมือนี้ซ่าๆๆ ไปหมด น้ำนี้ออกจากนิ้วมือๆ มันก็ไม่นาน มันทั่วถึงหมดนะมากๆ นั่นน่ะ เพราะมันเป็นในนิมิตให้รู้เรื่องราว พอส่ายมือไปนี้น้ำอันนี้จะออกจากปลายมือๆ นี้ซ่าๆๆ สาดนู้นสาดนี้จนรอบหมดในเวลาไม่นานเลย
            พอจากนั้นปั๊บลงไปแล้ว อ้าว จะลงจากที่ประพรมน้ำมนต์ให้ประชาชน กำลังก้าวลงไปเห็นโยมแม่อีกแล้ว อ้าว โยมแม่มาคอยอยู่นั้น อ้าว นี่จะไปไหนอีกล่ะ ไม่ไปไหนแหละ จะไปแล้วเหรอลักษณะว่างั้น อ๋อ ไปทำประโยชน์เสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะกลับมา คือเวลาจะลงมาเห็นอย่างนั้น พอว่างั้นก็เลยลงไป ตอนนี้ยังมัวๆ นิดหน่อย ดูว่าเวลาจะขึ้นนะโยมแม่มารอยู่นี่จะขึ้นไปสรงน้ำพระพุทธเจ้าและประชาชนทั้งหลาย โยมแม่ว่า เหอ จะไปแล้วเหรอ จะไม่กลับมาแล้วเหรอ ว่างั้นนะ เราบอกว่าจะกลับ คือเราจะไปทำธุระเรียบร้อยแล้วจะกลับมาหาโยมแม่ เราว่างั้น
พอว่าอย่างนั้นแล้วเราก็ผ่านขึ้น สรงน้ำเสร็จแล้วโยมแม่ปูเสื่อเอาไว้ ก็มีบ้านหลังหนึ่งเล็กๆ หลังในนิมิต ปูเสื่อไว้ก็มีน้องชายคนหนึ่งนั่งอยู่นั้น คอยอยู่ พอลงไปแล้วเราก็ไปนั่งเสื่อ โยมแม่ก็นั่งอยู่นี้ น้องชายนั่งอยู่คนหนึ่ง พอไปถึงอันนี้ยังไม่ได้สอนว่าไงนะ มันก็รู้ในจิตทันทีเลย ทีนี้จิตมันก็ถอยออกมา เรื่องราวก็เลยหมดไป มันก็เข้าใจทันที เอ้อ เรานี้จะไปไหนไม่พ้นละนะ โยมแม่มาเกี่ยวพันแล้ว ไอ้เด็กน้องชายนี่มันมีอะไรอีกนะ มันมีอะไรมาเกี่ยวพันกับเราอีกนะ จากนั้นไปแล้วเราจึงได้พิจารณา จึงได้กลับมาบวชโยมแม่ ไปไหนไม่ได้นะ เกี่ยวกับโยมแม่แล้ว ออกมาก็มาบวชโยมแม่ได้อย่างคล่องตัว ไม่มีอุปสรรคขัดข้องประการใดเลย แล้วไอ้น้องชายนั้นก็มีธุระเราไปเปลื้องเหตุผลกลไกอะไรทุกอย่างให้ ผ่านไปได้เรียบร้อย แน่ะ มันก็มาเกี่ยวข้องกับเรา เรื่องราวสงบเรียบร้อยไปจากเราเป็นผู้ไประงับเหตุการณ์ต่างๆ
            ทีนี้ก็มาพิจารณานี้ เราพูดจริงๆ อ้าวทีนี้จะเปิดนะ เรื่องที่ขึ้นไปสรงน้ำพระพุทธเจ้านี้ พระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์เต็มไปหมดเลยอยู่บนแท่น ขึ้นไปแล้วเป็นพระพุทธรูปทองคำทั้งแท่งๆ นี้มันก็วิ่งถึงกัน นี่แหละที่ว่าจิตขอให้ได้ถึงวิมุตติเถอะน่ะ พอมันจ้าขึ้นเท่านี้มันจะถึงกันหมด  บรรดาพระพุทธเจ้าไม่ต้องถามกัน เป็นอันเดียวกันหมดเลย ครอบไปหมดเลย ถึงหมด นี่เราแยกออกมานะ พออันนี้มันผางเข้าไปจุดนั้นแล้วมันจะทั่วถึงกันหมด บรรดาพระพุทธเจ้ามีจำนวนมากน้อยทั่วถึงกันหมด เป็นอันเดียวกันเลย ดังที่เคยพูดแล้วเหมือนน้ำมหาสมุทร
            ทีนี้ออกจากนี้ไปมันเกี่ยวข้องอะไรอีก นี่ก็มาเกี่ยวข้องกับเรื่องการแนะนำสั่งสอนประชาชนอย่างทุกวันนี้เห็นไหมล่ะ มันก็พอเป็นพยานได้แล้วมิใช่เหรอ สอนประชาชนมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยนี้เป็นเวลา 6 ปีกว่าแล้ว สอนไม่หยุดไม่ถอย กว้างขวางออกไปจนออกทั่วโลก นี่ที่ว่าเอามือส่ายไปอย่างนี้มันก็เข้ากันได้ เอาโยมแม่มาบวช แนะนำสั่งสอนโยมแม่ เรื่องราวจึงจบลงไป มันก็เดินตามนั้นไม่เห็นผิด
            นี่ได้ออกปากพูดจริงๆ ให้กับหมู่เพื่อนฟังเรื่องเฉพาะโยมแม่นี่ ผมไปไหนไม่รอดนะ โยมแม่มีมาเกี่ยวข้องแล้วจะต้องได้เกี่ยวข้องกับโยมแม่ ก็ต้องได้เอาโยมแม่บวช จนกระทั่งโยมแม่ผ่านไป ตายไปแล้ว เรื่องโลกเรื่องสงสารมันก็เกี่ยวพันมาดังที่แนะนำสั่งสอน มันไม่ได้เป็นไปด้วยความเสความแสร้งอะไรนะ มันเป็นไปโดยหลักธรรมชาติ อย่างที่ขึ้นไปสรงน้ำพระพุทธเจ้านี้เราก็ไม่เคยคาดเคยคิด ไม่อาจไม่เอื้อมว่าจะเป็นอย่างนั้นขึ้นมา แล้วจะได้พูดอย่างนี้ขึ้นมา
            ในหลักธรรมชาติเวลาจิตมันเข้าถึงขั้นของมันเต็มภูมิแล้วถึงพระพุทธเจ้า มันถึงหมดเลย ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้าองค์ใด ไม่มองดูองค์ใดแหละ เป็นอันเดียวกันแล้วพอ นี่ละธรรมที่เวลามันเข้าถึงเรียกว่าธรรมธาตุวิมุตติหลุดพ้นแล้ว จ้าขึ้นเป็นอันเดียวกันหมดเลย นี่มันก็เข้ากันได้ เราก็ไม่สงสัย นิมิตอันนั้นขึ้นมากับจิตที่มันเป็นมันก็เข้ากันได้ จากนั้นมาที่ว่าจะสั่งสอนประชาชนมืดแปดทิศแปดด้าน เวลาสอนประชาชนก็น้ำที่ประพรมประชาชนมันออกจากนิ้วนะ ออกทุกนิ้ว สาดจ้าไปหมดเลย จนกระทั่งหมดแล้วถึงได้ลงไปหาโยมแม่ มันก็เป็นไปตามนั้นจะให้ว่าไง"

bottom of page